วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครุ และ ลหุ

ครุ และ ลหุ

หลายท่านคงเคยเจอกับความสับสน ในเรื่องของครุ และลหุ
ใช่ไหมค่ะ วันนี้ ครูออยมีคำตอบมาให้ท่านแล้วค่ะ 
ติดตามที่วิดีโอชุดนี้ได้เลยนะค่ะ  หากท่านยังมีข้อสงสัย 
เชิญโพสแสดงความคิดเห็นได้เลยนะค่ะ 
แล้วครูออยจะกลับมาตอบข้อข้องใจให้นะค่ะ   
โชคดีกับการเรียนรู้เลยค่ะ.....^-^

สรุปง่ายๆๆแบบนี้นะค่ะ....เกี่ยวกับ คำครุ  ลหุ

ครุ  (     )  มีลักษณะดังนี้
                ๑.   คำที่มีตัวสะกด
                ๒.  คำที่ประสมด้วยสระ  อำ  ใอ  ไอ  เอา
                ๓.  คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวไม่มีตัวสะกด
ลหุ  (       )  มีลักษณะดังนี้
          ๑.    คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นไม่มีตัวสะกด
แถมๆๆๆๆๆให้อีกนิดนะค่ะ เกี่ยวกับ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  ค่ะ 
แผนผังบังคับ

มัทนะพาธา ( ตำนานรักดอกกุหลาบ )

มัทนะพาธา
พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

ลักษณะคำประพันธ์ บทละครเรื่องมัทนะพาธาเป็นบทละครพูดคำฉันท์ แต่งด้วยฉันท์สลับกาพย์ ซึ่งถือว่าเป็นของแปลก แต่งยากและยังไม่เคยมีกวี คนใดแต่งมาก่อนจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นบทละครพูดคำฉันท์ยอดเยี่ยม
วัตถุประสงค์ในการแต่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมี พระราชประสงค์เบื้องต้นเพื่อเป็นหนังสือกวีนิพนธ์สำหรับอ่านเท่านั้น แต่ มีผู้สนใจขอให้จัดแสดงละครจึงทรงนำมาใช้เป็นบทสำหรับเล่นละครพูด นอกจากนี้ได้ทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษแต่ไม่ทันเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน

ที่มาของเรื่อง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องมัทนะพาธาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ โดยทรง พระราชนิพนธ์โครงเรื่องขึ้นด้วยจินตนาการของพระองค์เอง คำว่า มัทนะพาธา แปลว่า ความเจ็บหรือเดือดร้อนแห่งความรัก หรือได้ชื่อว่า เป็นตำนานแห่งดอกกุหลาบ บทละครพูดคำฉันท์มี ๕ องก์ และคณะ กรรมการวรรณคดีสโมสรมีมติให้หนังสือบทละครพูดคำฉันท์เรื่อง มัทนะพาธาเป็น บทละครพูดคำฉันท์ยอดเยี่ยมเมื่อ

เนื้อเรื่องย่อ สุเทษณ์เทพบุตรหลงรักนางฟ้าชื่อมัทนา แต่นางไม่ได้รักตอบ เพราะอดีตชาติสุเทษณ์ได้เคยยกกองทัพไปทำลายบ้านเมืองของนางมัทนา และจับพระบิดาประหาร เมื่อนางมัทนาปฏิเสธความรัก สุเทษณ์จึงสาปให้เกิด เป็นดอกกุพชะกะ (ดอกกุหลาบ) ในคืนวันเพ็ญจึงจะเป็นคนได้ และเมื่อเกิด ความรักในบุรุษใดจึงจะไม่กลายเป็นดอกกุพชะกะอีกแต่จะได้รับความทุกข ์ จากรัก นางมัทนาจึงมาเกิดเป็นต้นกุพชะกะ ฤาษีกาละทรรศินมาพบจึง นำไป ไว้ในอาศรม นางมัทนาจะอยู่ปรนนิบัติพระฤาษีเยี่ยงบิดาทุกคืนวันเพ็ญต่อมา ท้าวชัยเสนเสด็จประพาสป่ามาพบนางมัทนาจึงเกิดความรักได้ขอนางมัทนา ต่อพระฤาษี ทั้งสองได้อภิเษกสมรส นางจัณฑีมเหสีเอกเกิดความหึงหวง จึงให้พระบิดายกทัพมาชิงเมือง ท้าวชัยเสนออกรบ ระหว่างนั้นนางจัณฑีทำ อุบายให้ท้าวชัยเสนเข้าพระทัยผิดว่านางมัทนารักกับศุภางค์ทหารเอก จึงรับ สั่งให้นำไปประหารชีวิต แต่พราหมณ์โสมทัตได้ปล่อยนางมัทนาไป นางมัทนามีความทุกข์จากความรัก จึงทำพิธีขอพรต่อสุเทษณ์จอมเทพ สุเทษณ์ขอความรัก นางไม่ยอมจึงสาปให้นางเป็นต้นกุหลาบตลอดไป ต่อมา ท้าวชันเสนทราบความจริงจึงออกติดตามพบแต่ต้นกุพชะกะจึงนำมาไว้ใน พระราชวัง

คุณค่าที่ได้รับ -เป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นหนังสือ ยอดเยี่ยม ประเภทบทละครพูดคำฉันท์
- เป็นหนังสือที่มีเนื้อเรื่องสนุกสนานก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ แก่ผู้อ่านได้ดี มีคำพูดที่เป็นคารมคมคายและเป็นคติธรรม

ที่มาของข้อมูล http://202.143.150.150/48144/muttana.html

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 

เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสวยราชสมบัติเมื่อวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม ปีจอ พุทธศักราช 2453 และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 รวมพระชนมพรรษา 45 พรรษา เสด็จดำรงราชสมบัติรวม 15 ปี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง กระทั่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า "สมเด็จพระมหาธีราชเจ้า" พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ใน พระราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ไม่มีวัดประจำรัชกาล แต่ได้ทรงมีการการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน ขึ้นแทน ด้วยทรงพระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน
พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งแรกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสร้างแล้วเสร็จเมื่อพ.ศ. 2485 ประดิษฐาน ณ สวนลุมพินี ซึ่งเป็นบริเวณที่ดินส่วนพระองค์ ที่พระราชทานไว้เป็นสมบัติของประชาชน เพื่อจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์แสดงสินค้าไทยแก่ชาวโลกเป็นครั้งแรก เพื่อบำรุงเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมของประเทศ (แต่มิทันได้จัดก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน) และทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าเมื่อเสร็จงานแล้ว จะพระราชทานเป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจแห่งแรกในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ในวันคล้ายวันสวรรคตของทุกปี วันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ ในวันนั้นมีหน่วยราชการ หน่วยงานเอกชน นิสิตนักศึกษา พ่อค้าประชาชนจำนวนมากไปวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ณ วชิราวุธวิทยาลัย[2]
ใน พ.ศ. 2524 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก[3]
ที่มาของข้อมูล http://th.wikipedia.org



ตัวละครสำคัญ
ชาวฟ้า
สุเทษณะเทพบุตร์: ผู้หลงรักนางมัทนาอย่างหมดหัวใจจนอาจจะกลายเป็นความลุ่มหลง อันเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฎกรรมแห่งความรักนี้ขึ้น

จิตระเสน: จิตระเสน หัวหน้าคนธรรพ์ ได้จัดแสดงการร่ายรำถวายแด่สุเทษณะเทพบุตร์  เพื่อหวังคลายความเศร้า ความทุกข์ของสุเทษณะเทพบุตร์ แต่ไม่เป็นผล

จิตระรถ: จิตระรถสาระถีคนเก่งได้ท่องเที่ยวไปในทุกที่และวาดรูปนางงามมากำนัลสุเทษณะเทพบุตร เพื่อหวังให้สุดเทษณะเทพบุตรได้พึงใจและลืมนางมัทนาต้นเหตุแห่งความเศร้าซึม

มายาวิน: วิทยาธร ผู้มีวิชาอาคมใช้เวทย์มนต์เรียกนางมัทนามาพบสุเทษณะเทพบุตร์ทั้งๆที่ยังหลับไหล อันเป็นบ่อเกิดแก่โทสะของสุเทษณะเทพบุตร์ต่อนางมัทนา

นางมัทนา: หญิงงามผู้เป็นเหยื่อของความรักที่นางไม่ได้ต้องการ

ชาวดิน
พระกาละทรรศิน : ฤาษีในป่าหิมมะวัน ผู้ที่ดูแลดอกกุหลาบมัทนาเยี่ยงบุตรี

โสมะทัต: หัวหน้าศิษย์ของพระกาละทรรศิน

นาค และ ศุน: ศิษย์ของพระกาละทรรศิน และเป็
นผู้พบดอกกุหลาบมัทนา

ท้าวชัยเสน: ราชาผู้ทรงครองเมืองรหัสตินาปุระ มีอัครมเหสีอยู่แล้ว แต่ก็ยังพึงใจนางมัทนา จนรับนางกลับวัง

พระนางจัณฑี: อัครมเหสีแห่งท้าวชัยเสน ที่น้อยอกน้อยใจผัว จนถึงขั้นอิจฉาริษยานางมัทนาอันเป็นเหตุให้นางออกอุบายชั่วร้ายทั้งต่อผัวและนางที่ผัวรัก

วิทูร: พราหมณ์หมอเสนห์ ผู้เป็นนักแสดงตัวเก่งที่ใส่ไคล้นางมัทนา

ศุภางค์: นายทหารคนสนิทของท้าวชัยเสน แม้ถูกใส่ความและถูกสั่งประหารชีวิตจากท้าวชัยเสน แต่ก็จงรักภักดิ์ดีจนชีวีหาไม่ในสนามรบ

นันทิวรรธนะ: อมาตย์ของท้าวชัยเสน จิตใจดีรักความยุติธรรม ได้ปล่อยศุภางค์ผู้บริสุทธ์ไป

ปริยัมวทา: นางกำนัลของท้าวชัยเสน จงรักภักดีทั้งต่อท้าวชัยเสนและนางมัทนา  นางอยู่กับนางมัทนาจนวินาทีสุดท้าย ก่อนที่นางมัทนาจะกลายร่างเป็นดอกกุหลาบตลอดกาล

อราลี: นางค่อมข้าหลวงพระนางจัณฑี

เกศินี: ข้าหลวงพระนางจัณฑี ผู้เป็นนักแสดงอีกคนในละครใส่ไคล้นางมัทนา

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=107910



บทนมัสการมาตาปิตุคุณ และบทนมัสการอาจริยคุณ

นมัสการมาตาปิตุคุณ 


ผู้แต่ง    พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
จุดประสงค์  เพื่อสรรเสริญพระคุณของบิดามารดา
นมัสการมาตาปิตุคุณ 
       ข้าขอนบชนกคุณ     ชนนีเป็นเค้ามูล ผู้กอบนุกูลพูน      ผดุงจวบเจริญวัย       ฟูมฟักทะนุถนอม        บ บำราศนิราไกล แสนยากเท่าไรไร        บ คิดยากลำบากกาย ตรากทนระคนทุกข์         ถนอมเลี้ยง ฤ รู้วาย ปกป้องซึ่งอันตราย     จนได้รอดเป็นกายา เปรียบหนักชนกคุณ             ชนนีคือภูผา ใหญ่พื้นพสุนธรา           ก็ บ เทียบ บ เทียมทัน เหลือที่จะแทนทด      จะสนองคุณานันต์ แท้บูชไนยอัน       อุดมเลิศประเสริฐคุณ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง     ไม่มีพระคุณของผู้ใดจะยิ่งใหญ่เท่ามารดา
ถอดความ     บทกวีนี้ กล่าวนอบน้อมพระคุณของบิดามารดา ผู้ได้เกื้อกูลมาตั้งแต่เล็กจนเติบโต  คอยเฝ้าระวังรักษาประคับ ประคองดูแลอยู่ไม่ยอมห่าง  แม้จะ ลำบากเท่าไรก็อดทนได้ เลี้ยงลูกอย่างทะนุถนอม ปกป้องอันตราย จนรอดพ้นอันตราย เติบใหญ่  เป็นตัวเป็นตน เปรียบประคุณของบิดามารดายิ่งกว่าภูเขา  หรือแผ่นดิน สุดที่จะทดแทนพระคุณ มากล้นนี้ได้ด้วยการบูชาอันวิเศษสมบูรณ์เลิศล้ำ

นมัสการอาจริยคุณ


ผู้แต่ง   พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร)
จุดประสงค์ เพื่อนมัสการและสรรเสริญพระคุณของครู อาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนและให้ความรู้แก่ ศิษย์ทั้งหลาย
นมัสการอาจริยคุณ
อนึ่งข้าคำนับน้อม        ต่อพระครูผู้การุญ โอบเอื้อและเจือจุน       อนุสาสน์ทุกสิ่งสรรพ์ ยัง บ ทราบก็ได้ทราบ           ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน ชี้แจงและแบ่งปัน      ขยายอัตถ์ให้ชัดเจน จิตมากด้วยเมตตา             และกรุณา บ เอียงเอน เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์     ให้ฉลาดและแหลมคม ขจัดเขลาบรรเทาโม-         หะจิตมืดที่งุนงม กังขา ณอารมณ์                                ก็สว่างกระจ่างใจ คุณส่วนนี้ควรนับ        ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร ควรนึกและตรึกใน        จิตน้อมนิยมชม
     ถอดความ   กล่าวแสดงขอความเคารพนอบน้อมต่อครู  ผู้มีความกรุณา  เผื่อแผ่อบรมสั่งสอนศิษย์ทุกสิ่ง   ให้มีความรู้ ทั้งความดี ความชั่ว ชั่วขยายความให้เข้าใจแจ่มแจ้ง มีเมตตากรุณา กรุณาเที่ยงตรง  เคี่ยวเข็ญให้ฉลาดหลักแหลม  ช่วยกำจัดความโง่เขลา ให้มีความเข้าใจแจ่มชัด พระคุณดังกล่าวนี้  ถือว่าเป็นเลิศในสามโลกนี้  ควรระลึกและน้อมใจชื่นชมยกย่อง
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง     ครูเป็นผู้ชี้แจง  อบรมสั่งสอนทั้งวิชาความรู้และความดีทางจริยธรรมพระคุณของครูนับว่า สูงสุดจะป็นรองก็เพียงแต่บิดามารดาเท่านั้น
พระยาศรีสุนทรโวหาร ( น้อย  อาจารยางกูร )
       
   พระยาศรีสุนทรโวหาร ( น้อย อาจารยางกูร ) ( ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๕ – ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๔ ) เป็นชาวฉะเชิงเทรา ท่านได้รับสมญาว่าเป็นศาลฎีกาภาษาไทย เป็นผู้แต่งตำราเรียนชุดแรกของไทย เรียกว่า “ แบบเรียนหลวง ” ใช้สอนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และหนังสือกวีนิพนธ์ที่มีคุณค่าอีกหลายเรื่อง
งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง คือท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น แม่กองตรวจโคลงบรรยายประกอบรูปภาพเรื่อง “ รามเกียรติ์ ” รอบระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๑๐๐ ปี และตัวท่านเองก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้แต่งด้วยท่านหนึ่ง
ลักษณะคำประพันธ์ประเภทอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
         ฉันท์ เป็นลักษณ์หนึ่งของร้อยกรองในภาษาไทย โดยแต่งกันเป็นคณะ มี ครุ และ ลหุ และสัมผัส กำหนดเอาไว้ด้วย ฉันท์ในภาษาไทยได้ถ่ายแบบมาจากประเทศอินเดีย ตามตำราที่เขียนถึงวิธีแต่งฉันท์ไว้ เรียกว่า “ คัมภีร์วุตโตทัย ” ซึ่งแต่เดิมฉันท์จะแต่งเป็นภาษาบาลีและสันสกฤต
ต่อมา เมื่อเผยแพร่ในประเทศไทย จึงเปลี่ยนแบบมาแต่งในภาษาไทย โดยเพิ่มเติมสัมผัสต่าง ๆ ขึ้นมา แต่ยังคงคณะ ( จำนวนคำ ) และเปลี่ยนลักษณะครุ – ลหุแตกต่างไปเล็กน้อย นอกจากนี้ยังเพิ่มความไพเราะของภาษาไทยลงไปอีกด้วย
“ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ” มีความหมายว่า “ ฉันท์ที่มีลีลาดุจสายฟ้าของพระอินทร์ ”เป็นฉันท์ที่นิยมแต่งกันมากที่สุด  มีลักษณะและจำนวนคำคล้ายกับกาพย์ยานี ๑๑  แต่แตกต่างกันที่ว่าอินทรวิเชียรฉันท์มีข้อบังคับ ครุ และ ลหุ
ที่มาข้อมูล http://arawan501.wordpress.com